วิธีแต่งหน้า

posted on 27 Sep 2010 23:12 by za-maya

 

คราวนี้มาดูวิธีแต่งหน้าแบบเบสิคทั่วๆไป เอาไว้สำหรับใสๆไปเที่ยววันหยุด

 

 

วิธีแต่งหน้าแบบเบสิก สำหรับสาวมือใหม่ 



อย่ารอช้า วันนี้มีวิธีแต่งหน้าแบบเบสิก ใช้เวลาน้อยแต่เริ่ดมาบอก สูดหายใจลึกๆหนึ่งที เรียกความมั่นใจก่อนแต่งหน้า รับรองสวยได้ทุกคน
    
ขั้นแรก เริ่มจากหน้าเช็คสภาพผิวหน้าตัวเอง มีข้อบกพร่องตรงไหน ใครมีสิว ฝ้า กระ หยิบรองพื้นมากลบให้มิด ปิดให้หมด อย่าให้ใครเห็นความจริง (เก็บไว้ดูก่อนนอนคนเดียวก็พอ)
    
วิธีเลือกรองพื้นก็พิถีพิถันกันนิดหนึ่ง ใครผิวแห้งจนหน้าลอกเป็นขรุยเลือกแบบมีมอยเจอร์ไรเซอร์ผสม ส่วนสาวผิวมันจะมันทั้งหน้าหรือมันแค่ทีนโซน แนะแบบออยฟรีเหมาะที่สุด ที่สำคัญ สีรองพื้นต้องให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริงที่สุด วิธีเลือกรองพื้นง่ายๆ แตะข้างแก้มแล้วเกลี่ย ถ้าเนียนสนิทจนดูไม่รู้ว่าตัวเองทาเป็นใช้ได้ ขั้นตอนนี้ใครจะใช้เป็นเบสแทนก็ได้
    
สเต็ปต่อไป ใครไม่อยากเป็นหมีแพนด้าต้องฟัง สาวออฟฟิศส่วนใหญ่เจอปัญหานี้ทุกคน ไม่เป็นไร แค่มีคอนซีเลอร์อันเดียวจบ จะแบบแท่งหรือแบบครีมแล้วแต่ความถนัด ต่างกันอย่างไร จะบอกให้ แบบแท่งก็พกง่ายเกลี่ยสะดวก แต้มได้ระหว่างวัน ทั้งสิวฝ้ากระ แต่แบบครีมแนะนำเกลี่ยให้สวยมาจากบ้าน เพราะว่ามันหนืดเกลี่ยยาก แต่ก็กลบมิดกว่านะตัว ฝากไว้ถ้าผิวขาวจำให้ดีต้อง “คอน-เหลือง” แต่ถ้าผิวคล้ำใช้ “คอน-ชมพู”
    
ปิดหมดแล้วต้องโบ๊ะแป้งอีกนิด เพื่อความเนียน ใครชอบเนียนเนื้อแมท หรือแบบมีวิ้งๆ อินเทรนด์เกาหลีก็ไม่ว่า ไปเลือกซื้อกันได้ตามความชอบใจ มีทั้งแบบผสมรองพื้น (Cake Two-way) และแบบฝุ่นโปร่งแสง (Loose Power)
    
ต่อไปยากนิดหนึ่ง แต่ไม่ต้องกลัวจนมือสั่น เพราะเดี๋ยวจะเขียนคิ้วสั้นข้างยาวข้าง ขั้นตอนนี้สำหรับสาวมือใหม่ ไปวานให้ร้านทำผมข้างบ้านกันคิ้วให้เป็นแนวได้รูปก่อนดีกว่า หลังจากนั้นค่อยไปซื้อดินสอมาเขียนเติมเอง จะได้ไม่หลอนมาก แต่ว่าเวลาเลือกซื้อดินสอเขียนคิ้ว ก็เหลือบมองสีผมตัวเองนิดหนึ่ง ต้องเลือกให้สีใกล้เคียงกันนะจ้ะสาวๆ
    
เริ่มเหนื่อยกันหรือยัง แต่อย่างเพิ่งหยุดพัก เพราะยังสวยไม่เสร็จ
    
ขั้นตอนต่อไปง่ายถึงง่ายมาก ไม่ต้องใช้เทคนิดขั้นเทพใดๆ ก็แต่งได้ทุกคน เลือกอายแชโดว์ที่ชอบมา 2 สี อ่อน-เข้ม แนะให้ไปซื้อที่จัดเป็น set หรือ palette มาง่ายดี เพราะจับคู่สีมาสวยอยู่แล้ว สีอ่อนทาให้ทั่วเปลือกตาชิดคิ้ว ส่วนสีเข้มไล่เบาๆให้ทั่วเบ้าตา ถ้าตาตี่ไล่ไปข้างๆ ถ้าตาโตไล่ลงล่าง อุปกรณ์เป็นมือหรือแปรงก็ไม่ว่าให้ถนัดเป็นพอ
    
เสร็จจากทาตาก็กรีดอายไลเนอร์เลย อย่าเพิ่งรีบปัดขนตา เดี๋ยวจะข้ามขั้น พันกันยุ่ง อันนี้ไม่มีเทคนิคตายตัว อยากตาโตกรีดสีดำ เส้นใหญ่ อยากตาหวานเป็นน้ำผึ้ง กรีดชิดขอบตา สีน้ำตาล เสร็จแล้วปัดมาสคาร่าได้ เทคนิคคือ ปัดซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะเมื่อยมือ เป็นอันใช้ได้ เอ้อ ลืมบอก ก่อนปัดก็ดัดขนตาก่อน ขนตายาวดัด 3 ครั้ง โคน กลาง ปลาย ส่วนขนตาสั้น ดัดแค่โคน หรือสำหรับคนที่ไม่มีขนตาก็ติดขนตาปลอมแทน สำหรับเทคนิคการติดถ้ามีโอกาสจะนำมาบอกอีกที
    
สุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด พวงแก้มต้องอย่าให้ขาดสีเลือดฝาด หยิบแปรงใบพัดมาปัดบรัชออน สาวหน้ากลมปัดเฉียงขึ้นกกหู สาวหน้าตอบปัดเป็นวงกลมบริเวณโหนกแก้ม แนะผิวขาวเลือกบรัชโทนชมพู ส่วนผิวเหลืองหรือผิวคล้ำโทนส้มช่วยให้หน้าสว่างกำลังดี ขาดไม่ได้อีกอย่าง คือลิปสติก สำหรับคนปากสีคล้ำ ควรเลือกเนื้อด้านหรือซาติน เพื่อกลบสีปากเดิม ส่วนสาวคนไหนปากเป็นสีชมพูอยู่แล้ว วันสบายๆแค่เลือกลิปกรอสให้ปากดูชุ่มช่ำแวววาวก็เพียงพอ
    
อย่าลืม!! ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ต้องทากันแดดนะจ้ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นสาวหน้าเหี่ยวก่อนวัยไม่รู้ด้วย.

  

ข้อมูลจาก เดลินิวส์ออนไลน์


  เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการแต่งหน้า


1.รองพื้นสีไม่เข้ากับผิวหน้า
 
ไม่ว่าสีของรองพื้นจะเข้มเกินไปหรืออ่อนเกินไป เมื่อใช้แล้วจะไม่ทำให้ผิวเป็นไปตามธรรมชาติ มองดูเหมือนสวมหน้ากาก ดังนั้นวิธีการเช็คสีของรองพื้นมีข้อแนะนำว่า ควรเช็คกับสีผิว โดยเช็คกับปลายคาง ทางบ่างๆ จะมองดูความกลมกลืนได้สมจริวกว่า เพราะทาที่หลังมือจะได้โทนสีที่ต่างไป ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกสีเครื่องสำอางที่จะใช้ในเวลากลางวัน ซึ่งดีกว่าเลือกสีภายใต้แสงนีออน 

วิธีทดลองว่ารองพื้นใช้ได้ดีกับสีผิวหรือไม่ให้ใช้ฟองน้ำชื้นๆ ช่วยเพราะจะทำให้ติดทนเนียน การทารองพื้นตรงบริเวณที่คางกับที่คอจะต้องให้มองดูเป็นสีเดียวกัน จึงจะดูไม่หลอกตา

2.การใช้แป้งแข็งมากเกินไป 
 
แป้งแข็งจะช่วยให้รองพื้นเรียบและสวยงาม ติดทนอยู่บนใบหน้า แต่ถ้าใช้มากเกินไปจะมองดูผิวหน้าหนา วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ผิวหน้ากลมกลืนให้ใช้แปรงปัดแก้มขนาดใหญ่ เมื่อใช้พัฟฟ์หรือสำลีกลมๆ แตะแป้งแข็งทาหน้า แล้วทิ้งไว้ 2-3 นาที ใช้แปรงอันใหญ่ปัดส่วนเกินออก จึงจะทำให้ผิวหน้านวลเนียน

 3.การใช้ครีมปกปิดบนใบหน้า
 
การใช้ครีมปกปิดริ้วรอย ตามรอยตีนตา ต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่าให้เป็นวงดำ และระวังอย่าใช้ครีมสีอ่อนกว่าผิว จากนั้นจะต้องทาเกลื่อนให้เนียน ถ้าไม่ทำเช่นนี้จะทำให้บริเวณรอยที่ต้องการปกปิด จะกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของผู้มอง


4.การพรางจุดที่บกพร่องบนใบหน้า
 
จากศิลปะการแต่งหน้าสามารถแต่งหน้าให้ดูกรามเล็กลง มองดูจมูกโด่ง มองดูหน้าผากแคบเข้า ใช้วิธีแรเงาด้วยแป้งแข็ง หรือรองพื้นที่สีเข้มกว่าผิว  แต่ต้องระวังไม่ให้เข้มจนเกินไป ควรเลือกสีที่เข้มกว่าให้เหมาะสม และวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกสีเปรียบเทียบควรเลือกในเวลากลางวันดีกว่าเวลากลางคืน


5.การใช้แปรงปัดแก้ม
 
ใช้แปรงแต้มรูจปัดแก้มเล็กน้อย จะทำให้มองดูผิวพรรณมีสุขภาพดี เพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวา แต่ถ้ามากไปจะมองดูเวอร์เกินไป เลือกใช้แปรงปัดแก้ม แต้มรูจที่มีสีเหมาะกับผิว รูจสีกุหลาบใช้สำหรับผิวขาวซีด สีชมพูสำหรับคนที่มีผิวปานกลาง และสีน้ำตาลอมทอง สำหรับผู้ที่มีผิวสีเข้ม ใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของแปรงทาแก้มปาดแปรงไปตามโหนกแก้มจนถึงขมับ ปัดให้บางเบาระวังอย่าให้เป็นเส้นเป็นใช้ได้

 



6.ก่อนทาริมฝีปากด้วยลิปสติค ควรจะใช้ดินสอเขียนขอบปาก

เพื่อริมฝีปากที่ได้รูป และกันไม่ให้ลิปสติคเปรอะออกมานอกขอบปาก ควรใช้ดินสอเขียนปากเสียก่อน เส้นรอบปากที่ได้รูปจะช่วยเน้นให้มองเห็นริมฝีปากที่สวยได้รูป จุดหลักที่จะให้เส้นขอบปากเข้ากับลิปสติคที่ทา ควรทาลิปสติคอย่างเบามือ หรือใช้พู่กันทาลิปสติกทาลงบนริมฝีปาก ทำให้ลิปสติกสม่ำเสมอ เลือกดินสอวาดขอบปากที่สีใกล้เคียงกับสีปากโดยธรรมชาติที่สุด


7.การแต่งหน้าที่สีไม่เข้ากับผิวหน้าจะทำให้มองดูไม่สวย

 การเมคอัพแก้มและปากสีจะต้องกลมกลืนไปในโทนเดียวกัน เช่นจะไม่ใช้ลิปสติคสีแดง และใช้รูจทาแก้มสีแดงอมส้ม ไม่ควรแต่งหน้าให้ส่วนหนึ่งส่วนใดมองดูเด่นกว่าส่วนอื่น ถ้าทาตามากเกินไปจะทำให้จุดสนใจอยู่ที่ตา ไม่ใช้ที่แก้มและริมฝีปาก

 

 



8.การโรยกากเพชร

การแต่งหน้าแบบโรยกากเพชรจะทำให้ใบหน้ากระด้างดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งจะเน้นให้มองเห็นจุดบกพร่องบนใบหน้า การโรยกากเพชรที่ตา โหนกแก้ม ริมฝีปากที่ทาลิปสติคแล้ว จะทำให้มองดูใบหน้าเวอร์เกินไป แต่ถ้าต้องการให้หน้ามีแสงวูบวาบ ก็ให้ใช้กากเพชรโรยใต้คิ้ว จะทำให้หนังตามีประกายสดใสช่วยดึงดูดให้มีผู้มองดูอย่างเหลียวหลัง


9.ทาอายแชโดว์อ่อนเกินไปหรือเข้มเกินไป
 
การทาอายแชโดว์เป็นการเน้นดวงตา ถ้าทาหนักมือหรือใช้สีที่เข้มเกินไป จะทำให้มองดูตาแห้งแล้ง ในขณะที่แต่งดวงตาจะเริ่มที่จุดกึ่งกลางตา สำหรับเวลากลางวันควรใช้สีประกอบด้วยโทน 3 สี คือสีน้ำตาลเข้ม สีสนิมเหล็ก และสีเบจ ปัดส่วนที่เข้มที่สุดไปตามรูปตา แล้วไฮไลท์เปลือกตาด้วยสีที่อ่อนที่สุบริเวณใต้คิ้ว

 

 



10.ทาเส้นขอบตาหนา ดำเกินไป
 
การทาขอบตาด้วยสีเข้มหนาหนักเกินไป ไม่เหมาะสำหรับเวลากลางวัน ถ้าใช้ชนิดน้ำควรเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบดินสอเขียนที่นุ่มๆ หรือไม่ก็เป็นดินสอเขียนขอบตาสีน้ำตาล เทา หรือเลือกสีที่เข้ากับสีทาตา เช่น น้ำเงิน-เทา พลัม เขียว วาดเส้นขอบตาบนจากขอบตาด้านในออกมาข้างนอก และวาดเส้นขอบตาล่างจากกึ่งกลางตาออกมาแล้วปัดให้มองดูกลมกลืนกันด้วยคัดตอนบัด


11.การใช้มาสคาร่า
 
การแต่งหน้าที่มองดูมากเกินไปอยู่ที่การใช้มาสคาร่า มาสคาร่าที่ทาหนาๆ บนขอบตาจะช่วยเน้นให้มองเห็นจุดเด่น ให้ใช้มาสคาร่าตอนล่างหรือบนขอบตาเท่านั้น แล้วใช้แปรงเบาๆปัดขนตาอีกนิดหน่อย เท่านี้พอแล้ว ถ้าทามากจะดูเหมือนตาถลนกลายเป็นไม่สวย ควรเริ่มแต่งแต้มแต่เพียงเบาๆ ก่อน จนแน่ใจว่าทาแล้วสวยจึงจะบรรจงใช้ให้ถูกใจ



12.วิธีทดสอบผิวหน้า

 วิธีการทอสอบผิวหน้าว่าจะเหมาะกับสีผิวของบลัชออนทำได้ดังนี้ ใช้กระดาษขาว 1 แผ่น วางแตะไว้ใต้คาง แล้วส่องกระจกโดยใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงแดดดูรอยที่สะท้อนลงบนแผ่นกระดาษแล้วพิจารณาเงาที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

 -ถ้าเงาสะท้อนเป็นสีเบจ เป็นสีเทาแกมแดง หรือสีเหมือนทราย แสดงว่าผิวหน้ามีสีขาว ให้ใช้แป้งฝุ่นสีแดงปนเหลือง หรือสีดินที่ออกม่วง

 -ถ้าเงาสะท้อนเป็นสีเหลืองแสดงว่า เรามีผิวขาวซีด ให้ใช้แป้งฝุ่นสีแดงปนเหลือง ที่อ่อนกว่าผู้มีผิวสีขาว หรือสีกุหลาบชมพูอมม่วง

 -ถ้าเงาออกสีแดงเรื่อๆ แสดงว่าผิวหน้าออกแดง ให้ใช้สีบรอนซ์ หรือสีออกแดง สีเหลืองปนแดง หรือสีอิฐออกแดงหรือแดงแสด 

 -ถ้าเงาสะท้อนออกเป็นสีเขียวให้ใช้สีชมพูเข้มหรือสีแดงสด
 
-ถ้าผิวหน้าค่อนข้างคล้ำควรใช้แป้งฝุ่นสีแดงแก่หรือแดงผสมสีน้ำตาลไหม้


ความรู้เรื่องการเลือกโทนสี
 
สีสันคือสิ่งปรากฎชัดที่สุดบนใบหน้า และคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของสี คือสามารถก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างแก่ผู้มองเห็นได้ 
 
-สีแดง หมายถึง มีเสน่ห์ ร้อนแรง โดดเด่น
 
-สีชมพู หมายถึง นุ่มนวล อ่อนหวาน 
 
-สีส้ม หมายถึง มีชีวิตชีวา เร่งเร้า กระตือรือร้น
 
-สีเหลือง หมายถึง ร่าเริง เบิกบาน
 
-สีเขียว หมายถึง สดชื่น สงบ เยือกเย็น
 
-สีฟ้า หมายถึง สดใส ผ่อนคลาย
 
-สีน้ำเงิน หมายถึง ภูมิฐาน สง่างาม
 
-สีม่วง หมายถึง  ดึงดูดใจ ลึกลับ หรูหรา
 
-สีน้ำตาล หมายถึง  อบอุ่น สุขุม เรียบง่าย
 
การเลือกใช้โทนสีไม่มีหลักเคร่งครัดให้ต้องยึดถือปฏิบัติ เช่นการแต่งหน้าแบบอ่อนหวาน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แต่สีชมพูสีเดียว หรือแบบสง่างามก็ไม่จำเป็นต้องใช้สีน้ำเงินเท่านั้น เพียงแต่นำโทนสีที่บอกอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองและสถานการณ์เท่านั้นก็พอ 

ยกเว้นการแต่งหน้าแบบสมาร์ทที่น่าจะกำหนดไว้ให้แต่งด้วยนกลุ่มสีเอิร์ธโทน อันมีสีน้ำตาลเป็นสีพื้นหลัก จึงจะเหมาะสมที่สุด


แต่งหน้าโทนร้อน-โทนเย็น
 
-โทนร้อน
 หมายถึงสีที่มีพื้นสีเหลืองผสมอยู่เป็นหลัก เช่นสีส้ม สีน้ำตาล สีแดงที่ใกล้เคียงมาทางส้ม 
 
-โทนเย็น หมายถึงสีทีมีพื้นสีเป็นสีน้ำเงิน เช่น สีฟ้า สีเขียว สีชมพู สีม่วง สีแดงที่ใกล้เคียงมาทางม่วง เป็นต้น
ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า หากแต่งหน้าโทนร้อนก็ต้องแต่งโทนร้อนทั้งหน้า หรือหากแต่งโทนเย็นก็ต้องเย็นให้หมดทุกส่วน แต่อันที่จริงไม่จำเป็นเลย การแต่งตาโทนร้อนนั้นใช้ได้กับคนไทยทุกคนอยู่แล้ว เพราะเราใช้สีน้ำตาลช่วยในการเฉดดิ้งและแก้ไขรูปตาให้มีมิติ 

จากนั้นจะทาปากโทนร้อนหรือเย็นก็ได้ทั้งนั้น หรือแม้จะแต่งตาด้วยสีโทนเย็นเราก็ยังต้องมีโทนร้อน คือสีน้ำตาลแก้ไขรูปตาไว้ก่อนอยู่แล้ว

ฉะนั้นจะทาปากโทนเย็นหรือร้อน ก็ยังไปด้วยกันได้เหมือนเดิม สรุปแล้วคือ จะเป็นสีโทนร้อนหรือโทนเย็น ไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขให้ต้องคำนึงถึงในการแต่งหน้า